เชคราคาประกันภัยรถยนต์แบบรายวัน 2563/2020

วันที่: 02/05/2020

ประกันรถยนต์มีกี่ชั้น ต่างกันยังไง แบบไหนเหมาะกับคุณ

 

ประกันรถยนต์เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับบ้านเรามานานมาก แต่จนถึงปัจจุบัน 2020 หรือ 2563 ก็ยังมีคนที่สับสน และสงสัยว่าประกันรถยนต์แต่ละแบบมันต่างกันยังไง เพราะประกันรถยนต์มันมีหลายชั้นสุดๆ แถมแต่ละชั้นก็คุ้มครองคล้ายๆ กันไปหมดจนงง นอกจากนี้ราคาของประกันแต่ละชั้นก็ไม่เท่ากัน ทำให้คนส่วนมากรู้สึกสับสนกันว่าประกันภัยรถยนต์ของตัวเองควรทำประกันชั้นไหน และจะรู้ได้ไงว่าประกันตัวใดเหมาะกับรถคุณที่สุด ซึ่งวันนี้เราจะพาไปหาคำตอบของทุกคำถามเหล่านี้กันเอง

 

ประกันภัยทั้ง 4 ประเภทแตกต่างกันยังไงบ้าง

  1. ประกันภัยชั้น 1

เริ่มต้นทำความรู้จักกันด้วยประกันภัยชั้น 1 ที่จะสามารถคุ้มครองได้อย่างครอบคลุมมากที่สุดแล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับประกันภัยชั้นอื่นๆ คือชั้นนี้ดีสุด เพราะจะคุ้มครองได้ครบเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถยนต์สูญหาย รถชน รถคว่ำ รถไฟไหม้ รถตกน้ำ อะไรก็ตามที่เกิดความเสียหายกับตัวรถ มีคนขับชน มีคนเอามีดมากรีด เหล็กมาขูด ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองหมด ซึ่งก็จะให้ความคุ้มครองรถทุกกรณีเลย จึงเหมาะสมกับการใช้งานได้หลากหลายประเภทมาก

ประกันชั้น 1 เหมาะกับใครบ้าง

รถป้ายแดง : รถป้ายแดง หรือรถที่มีอายุไม่เกิน 5 ปี เหมาะกับประกันชั้นนี้มาก เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะโดนขโมย สูญหาย แถมเพราะมันใหม่ ถ้าชนไปบอกเลยเสียดายน่าดู อีกทั้งรถที่ออกมาใหม่เราอาจยังไม่คุ้นชินกับมัน ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดังนั้นประกันชั้น 1 คุ้มที่สุด

มือใหม่หัดขับ : สำหรับใครที่เป็นมือใหม่หัดขับ หรือขับรถมานานแล้วแต่ก็ไม่คล่องสักที ประกันตัวนี้คุ้มมาก เพราะจะช่วยคุ้มครองทุกอย่างไม่ว่าจะเฉี่ยวชน หรือกระแทกอะไรมาก็ตาม

รถใช้งานหนัก : นอกจากนี้ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ยังเหมาะกับรถที่ใช้งานหนัก วิ่งทางไกลบ่อย หรือใช้ทุกวัน เพราะยิ่งใช้ยิ่งเสี่ยงชน เสี่ยงพัง ประกันก็จะช่วยตรงนี้ได้เป็นอย่างดี

 

  1. ประกันภัยชั้น 2+

มาถึงคราวประกันภัยรถยนต์ชั้นสองกันแล้วล่ะครับ ที่มีความคุ้มครองรองลงมาแต่ก็ยังมากอยู่ดี เป็นหนึ่งในประกันที่มีคนใช้งานกันเยอะที่สุด เพราะคุ้มครองในความจำเป็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น รถหาย ไฟไหม้ รถชน เป็นต้น แต่จะต่างกับชั้น 1 ตรงที่ ไม่คุ้มครองถ้าไม่มีคู่กรณี เช่น เราขับไปชนต้นไม้เอง อันนี้เค้าไม่คุ้มครอง นอกนั้นถ้าใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันยังไงก็คุ้ม

ประกันชั้น 2+ เหมาะกับใครบ้าง

คนขับรถคล่อง : คนที่ขับรถคล่อง ใช้งานรถยนต์มานาน ก็สามารถใช้ประกันตัวนี้ได้ เพราะอยู่ๆ เราคงไม่ขับไปชนเสาไฟ หรือเฉี่ยวชนใดๆ ง่ายๆ แน่นอน ก็จะประหยัดเบี้ยประกันได้มาก

รถมีความเสี่ยงสูญหาย : สำหรับใครที่ต้องจอดรถไว้ในที่เสี่ยง เช่น จอดหน้าบ้านตอนกลางคืน จอดไว้ริมถนน พื้นที่เหล่านี้เสี่ยงต่อการสูญหายอย่างมาก ดังนั้นทำประกันชั้น 2+ ที่คุ้มครองในเรื่องนี้ไว้ด้วยก็ช่วยให้อุ่นใจได้

 

  1. ประกันภัยชั้น 3+

อีกหนึ่งประกันภัยที่จะมอบความคุ้มครองให้เฉพาะเมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างรถชนรถเท่านั้น ไม่คุ้มครองเรื่องอื่นๆ เช่น ไฟไหม้ สูญหาย ตกน้ำ ขับชนกวาง ชนบ้าน ใดๆ ทั้งสิ้น คุ้มครองน้อยราคาเลยถูก

ประกันชั้น 3+ เหมาะกับใคร

รถเก่า 7 ปีขึ้นไป : ประกันรถยนต์นี้เหมาะกับรถเก่าที่มีอายุการใช้งานนานแล้ว ไม่ห่วงรถตัวเอง แต่ทำประกันไว้เวลาเราผิดจะได้ให้ประกันจ่ายรถคู่กรณีได้ เผื่อรถคู่กรณีเป็นรถใหม่ราคาแพง

 

  1. ประกันภัยชั้น 2 และ 3

สังเกตดีๆ ว่า ด้านบนนั้นเป็นประกันภัยชั้น 2+ และ 3+ ซึ่งจะแตกต่างกับ 2 และ 3 ธรรมดา เพราะความที่ประกันตัวนี้มันถูกมาก ความคุ้มครองมันเลยน้อย ซึ่งเค้าจะไม่ซ่อมรถเราให้เลย ถ้าเราไปขับชนใคร เค้าจะซ่อมให้เฉพาะรถคู่กรณีเท่านั้น ซึ่งยังไงเราก็ไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ เลย ทำให้ไม่เหมาะกับรถที่ใช้งานในชีวิตประจำวันเท่าไหร่

ประกันชั้น 2 และ 3 เหมาะกับใคร

คนที่งบจำกัด : สำหรับใครที่งบจำกัด และไม่อยากเสียค่าประกันแพง แต่ไม่อยากควักเนื้อซ่อมคู่กรณีหากเกิดอุบัติเหตุ ก็สามารถซื้อประกันตัวนี้มาใช้งานได้ เพื่อความอุ่นใจในการใช้รถใช้ถนน

 

ทั้งหมดนี้คือประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจ กับ พ.ร.บ. ต่างกันยังไง

ประกันภัยรถยนต์ที่เรานำมาเสนอทั้งหมดนี้ คือ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ที่เราสามารถซื้อเพิ่มเองได้ หรือจะไม่ซื้อเลยสักตัวก็ยังได้ ไม่ถือว่าเป็นการผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่สำหรับ พ.ร.บ. นั้นเป็นประกันภัยภาคบังคับที่กฎหมายบังคับให้รถทุกคันต้องมี ซึ่งมันจะคุ้มครองต่อทั้งชีวิต หรือการบาดเจ็บ และเสียชีวิตของผู้ขับขี่ รวมถึงบุคคลอื่น อันมีสาเหตุมาจากรถคันนั้น ซึ่งความคุ้มครองจำกัดสูงสุดแค่ 300,000 บาท และไม่คุ้มครองความเสียหายอะไรต่อรถเราและคู่กรณีเลย

เหมือนแค่บังคับทำไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับคนในรถเรา และรถคู่กรณีเท่านั้น ซึ่งมันไม่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตจริงแน่ๆ เนื่องจากในความเป็นจริงมีอุบัติเหตุมากมายที่อาจเกิดขึ้นกับรถ เช่น ขับชนกัน ขับชนคน ขับตกน้ำ ไฟไหม้ หรือแม้แต่รถหาย เพราะฉะนั้นการใช้บริการประกันรถยนต์ภาคสมัครใจของบริษัทประกันภัยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น